วิธีการใช้เบรกที่ถูกต้อง

วิธีการใช้เบรกที่ถูกต้อง

May 17, 2018 0 By admin

เบรกคืออุปกรณ์สำหรับความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดสำหรับยานพาหนะ แต่น่าแปลกที่คนไทยให้ความสนใจเรื่องเบรกน้อยมาก พอสตาร์ทรถเป็น ออกตัวได้ก็ “ฉันขับรถได้แล้วว้อยยย” สนใจแต่ว่ารถคันนี้ความเร็วสูงสุดเท่าไร? เทียบกันรุ่นนั้นแล้วคันไหนแรงกว่า? ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะทำยังไงถึงจะหยุดรถได้ในระยะทางที่สั้นที่สุด หรือจะใช้เบรกในการควบคมรถอย่างไร

เชื่อหรือไม่ว่าคนที่ขับมอเตอร์ไซค์มากกว่า 50% ใช้เบรกไม่ถูกต้อง!

ตั้งแต่ผมเริ่มขับมอเตอร์ไซค์มา ได้รู้จักกับผู้ขับมากมายหลากหลายทั้งรถเล็ก รถใหญ่ ทั้งเพิ่งเริ่มขับจนถึงขับมาเป็น 10 ปี มีหลายสาเหตุที่ทำให้คนเหล่านั้นใช้เบรกไม่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น

  • ไม่มีคนสอนเลยหัดเอง และคิดว่าถูกต้องแล้วจึงทำแบบนี้มาตลอด
  • มีคนสอน แต่คนที่สอนเองก็ทำไม่ถูกเลยพาลผิดกันต่อไป
  • ฯลฯ

คราวนี้เราลองมาดูกันว่าผลที่ได้ (ซึ่งมันผิด) มีอะไรบ้าง

  •  กำคลัทช์เวลาเบรก
  •  ใช้เบรกหลังเป็นหลัก (ใช้เบรกหน้าน้อยมากหรือแทบไม่ใช้เลย)
  •  เข้าใจว่าเบรกหน้าแล้วจะทำให้รถพับล้ม หรือตีลังกา
  •  เข้าใจว่าเบรกจนล้อล็อกเป็นการเบรกที่ดี

เหล่านี้คือความเข้าใจที่ผิด ทำให้การเบรกไม่ถูกต้อง จึงต้องใช้ระยะทางเบรกมากกว่าที่ควร ซึ่งอาจไม่เพียงพอในสถานการณ์คับขัน และเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ เอาล่ะ… เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าเบรกที่ดี ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

โดยหลักๆ แล้ว เบรกแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1. เบรกหน้า (Front Brake)

เป็นเบรกที่ให้ประสิทธิภาพในการหยุดรถดีที่สุด แต่จะทำให้รถเสียความสมดุล เมื่อกดเบรกหน้า น้ำหนักเกือบทั้งหมดของรถจะถูกเหวี่ยงมาด้านหน้าผ่านโช้คลงไปสู่ล้อหน้า (นี่แหละที่มาของคำว่า “เบรกหัวทิ่ม”) ณ จุดนี้จึงเป็นการลดความเร็วของรถทั้งคันอย่างแท้จริง (เพราะมันมารวมอยู่ที่ล้อหน้าเกือบหมดแล้ว) แต่ด้วยน้ำหนักดังกล่าวนี้เองทำให้ช่วงหน้าหนักเป็นผลให้รถเลี้ยวยาก

2. เบรกหลัง (Rear Brake)

ให้ประสิทธิภาพในการเบรกน้อยกว่า แต่รถมีความสมดุลมากกว่า เนื่องจากเมื่อกดเบรกหลังจะมีน้ำหนักบางส่วนกดลงมาที่ล้อหลังแต่ส่วนใหญ่จะยังคงถูกเหวี่ยงไปยังด้านหน้าของรถตามแรงโมเมนตัม ณ จุดนี้จึงเป็นการลดความเร็วเพียงบางส่วนของทั้งหมด เพราะความเร็วส่วนที่เหลือได้ถ่ายไปยังด้านหน้ารถ (ฉะนั้นถึงแม้เบรกจนล้อหลังล็อก รถก็ยังคงวิ่งต่อไปได้ด้วยล้อหน้า) ทำให้ใช้ระยะทางในการเบรกมากกว่า แต่นี่เองทำให้น้ำหนักของรถกระจายไปยังล้อหน้า-หลังอย่างสมดุลเป็นผลให้ควบคุมรถในขณะเบรกได้ง่าย

3. เอนจิ้นเบรก (Engine Brake)

จริงๆ ไม่ใช่การเบรกโดยตรง แต่เป็นผลมาจากอาการหน่วงของเครื่องยนต์จากการใช้รอบสูงที่เกียร์ต่ำ ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ลองอ่านเพิ่มจากบทความนี้ครับ Engine Bake คืออะไร

motogp-rear-brake

วิธีการเบรกที่ถูกต้องจะใช้เบรกหน้าและหลังเป็นหลัก

จากคุณสมบัติของเบรกที่กล่าวมาข้างต้น เราจึงสามารถสรุปได้ว่า การเบรกที่ดีควรให้น้ำหนักการกดเบรกหน้าประมาณ 70-80% และหลังประมาณ 20-30% และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรกดเบรกหลังก่อนเล็กน้อยเพื่อการกระจายน้ำหนักและประสิทธิภาพการเบรกที่ดีกว่า แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ให้กดพร้อมกันเลย

ทำไมต้องกดเบรกหลังก่อน ?

จากหลักการที่เขียนไว้ข้างต้น ลองนึกตามนะครับ ถ้าเรากดเบรกหน้าก่อน น้ำหนักส่วนใหญ่จะถูกเหวี่ยงมาที่ล้อหน้า (มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักการกดเบรก) ฉะนั้นที่ล้อหลังก็จะไม่มีน้ำหนักกดอยู่หรือมีก็เพียงเล็กน้อย ทำให้หน้าสัมผัสยางกับพื้นถนนมีน้อย ดังนั้นเมื่อเรากดเบรกหลังในจังหวะต่อมาจึงแทบไม่ได้ช่วยลดความเร็วของรถแต่อย่างใด (เหมือนยางลบซึ่งถ้าไม่ออกแรงกดมันก็จะไม่ฝืด ทำให้ถูไถลได้ง่าย) ซึ่งในกรณีนี้ไม่ต่างอะไรกับการใช้เบรกหน้าเพียงอย่างเดียว

แต่ถ้าเรากดเบรกหลังก่อน

น้ำหนักบางส่วนจะกดไปยังล้อหลังทำให้การเบรกนี้ช่วยชะลอความเร็วได้ในระดับหนึ่งก่อนที่น้ำหนักดังกล่าวจะถูกส่งไปด้านหน้ารถตามโมเมนตัม ซึ่งเมื่อกดเบรกหน้าในจังหวะต่อมาหลังจากความเร็วได้ลดลงมาบ้างแล้ว ทำให้ระยะเบรกที่ได้สั้นกว่าการเบรกหน้าเพียงอย่างเดียว อีกทั้งการทรงตัวของรถก็ดีกว่าเพราะมีน้ำหนักกดอยู่ทั้ง 2 ล้อ

จากการทดลองเบรกที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ได้ผลการทดลองดังนี้

  • ใช้เบรกหลังอย่างเดียว ใช้ระยะเบรก 35 เมตร
  • เบรกหน้าอย่างเดียว ใช้ระยะเบรก 24 เมตร
  • เบรกพร้อมกัน ใช้ระยะเบรก 18 เมตร

ฉะนั้น การใช้เบรกพร้อมกันจะให้ผลดีที่สุด

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการเบรก

“เบรกหน้าแล้วจะทำให้รถพับล้มหรือตีลังกา” นี่คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนขับมอเตอร์ไซค์บ้านเราใช้เบรกหลังเป็นหลัก (ซึ่งไม่ถูกต้อง) สาเหตุหลักอย่างนึงที่ทำให้คิดแบบนี้คือมีประสบการณ์จากการขี่จักรยาน ที่เมื่อกดเบรกหน้าอย่างกระทันหันจะทำให้หน้าทิ่มจนล้อหลังลอยขึ้นจากพื้นหรือรถพับล้ม แต่ผมยืนยันได้เลยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยากกับรถมอเตอร์ไซค์เพราะ

  1.  น้ำหนักมากกว่า (เยอะ)
  2.  มีโช้คอัพหน้าคอยซับแรง (น้ำหนัก) ที่ถูกถ่ายมาเมื่อทำการเบรก

ฉะนั้นไม่ต้องกลัวครับ มันไม่ล้มง่ายอย่างที่คุณคิดหรอก!

motogp-marc-marquez-brake

งั้นเรามาลองฝึกกันซะหน่อยดีมั๊ย

ในช่วงเริ่มต้นหัดใช้เบรกหน้า อาจจะยังไม่ชิน จึงรู้สึกว่าเวลาเบรกรถจะมีอาการหน้าทิ่ม (ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากเวลาคุณหัดขับรถยนต์แล้วลองเบรกหรอกครับ ผมรับรองได้ร้อยทั้งร้อยหัดขับครั้งแรกก็เบรกหัวทิ่มทุกคน) ที่เป็นเช่นนั้นเพราะคุณใช้น้ำหนักในการกดเบรกมากเกินไป หรืออาจกดเร็วเกินไป วิธีแก้คือฝึกใช้เบรกหน้าบ่อยๆ เพื่อหาน้ำหนักการกดเบรกที่เหมาะสม โดยเริ่มต้นจากค่อยๆ กดช้าๆ อย่ากดอย่างกะทันหัน แรกๆ อาจใช้ระยะทางมากหน่อยแต่เมื่อคุณเริ่มชินกับน้ำหนักเบรกและมีความมั่นใจมากขึ้น คุณจะสามารถเบรกได้ในระยะทางที่สั้นและนุ่มนวล

เอี๊ยดดด! (การเบรกจนล้อล็อก)

เสียงยางถูกับถนนอาจทำให้บางคนรู้สึกว่าเป็นเสียงของการเบรกที่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว เสียงนี้คือสัญญาณอันตรายที่บอกคุณว่า “เบรกไม่อยู่แล้วโว้ยยย สละยาน!” เพราะเสียงนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราเบรกจนล้อหยุดหมุนหรือล้อล็อกโดยที่รถยังคงวิ่งอยู่ (กรณีนี้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากการกดเบรกหลัง เพราะถ้าคุณกดเบรกหน้าจนล็อกล่ะก็ ผมว่าตอนนั้นตัวคุณคงลอยอยู่กลางอากาศแล้ว) นั่นหมายความว่าเบรกไม่ได้ทำหน้าที่ในการชะลอความเร็วอีกต่อไปเพราะล้อหยุดหมุนแล้ว แต่รถยังคงไถลไปตามแรงเหวี่ยงจากความเร็วที่วิ่งมา โดยเสียง”เอี๊ยด” เกิดจากการที่ยางถูกถูไถลไปกับพื้นถนน ส่วนจะไถลไปไกลขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าก่อนที่ล้อจะล็อกนั้นความเร็วอยู่ที่เท่าไร ถ้าเร็วน้อยก็ไถลไปพอขำๆ แต่ถ้าเร็วมากก็คงจะต้องมาดูกันอีกทีครับว่ารถกะคนขับ อะไรจะไถลไปได้ไกลกว่ากัน (ฮา…)

จากการทดลองเบรกจนล้อหลังล็อก แล้วทำการเช็คระยะทางที่ได้ ว่าเป็นอย่างไร โดยให้ผู้ขับ 3 คนทดลองเบรกจนล้อหลังล็อกที่ความเร็วสองระดับ ผลที่ได้คือ…

  •  ความเร็ว 48 กม./ชม. ระยะเบรกเฉลี่ย 40.5 เมตร
  •  ความเร็ว 80 กม./ชม. ระยะเบรกเฉลี่ย 128.5 เมตร

จะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบกับการเบรกแบบล้อไม่ล็อก ในระยะทางที่ได้ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด (ความเร็ว 60 กม./ชม. ใช้ระยะทางเพียง 35 เมตร) นั่นแสดงว่าไอ้การเบรกจนล้อล็อกเนี่ยเป็นการเบรกที่ไม่มีประสิทธิภาพ (ไม่งั้นเค้าคงไม่คิดระบบ ABS ขึ้นมาใช้หรอก จริงไหม) ฉะนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ดังกล่าว เราจึงควรฝึกเบรกบ่อยๆ ทั้งหน้าและหลัง เพื่อหาว่า เราจะสามารถกดเบรกได้มากที่สุดเท่าไรโดยที่ล้อจะไม่ล็อก

suzuli-gsx-clutch-lever

กำคลัทช์เวลาเบรก

อันนี้เดาว่าน่าจะมาจากการที่คนขับกลัวรถจะดับ สำหรับท่านที่เคยหัดขับรถมอเตอร์ไซค์มีคลัทช์ คงจะจำกันได้ถึงตอนที่เราหัดขับแรกๆ พอเบรกเพื่อจอดรถแล้วลืมบีบคลัทช์นี่รถมันจะกระตุกแล้วพาลจะล้มตลอด (ซึ่งเป็นอะไรที่เสียฟอร์มมาก) ดังนั้นเพื่อป้องกันการผิดพลาดเราเลยกำคลัทช์พร้อมเบรกซะเลย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผิดในการเบรก เพราะเมื่อกำคลัทช์รถจะไม่มีเอนจิ้นเบรก ทำให้รถยิ่งไหลเร็วขึ้น จึงต้องใช้ระยะเบรกมากขึ้นและยังทำให้ล้อล็อกได้ง่ายกว่าปกติด้วย

ข้อควรจำสำหรับการใช้คลัทช์

โดยปกติเราจะใช้คลัทช์เพื่อเปลี่ยนเกียร์ หรือป้องกันรถดับที่ความเร็วต่ำๆ เท่านั้น เช่น ก่อนการหยุดหรือจอดรถ (0-10 กม./ชม.)

เอาล่ะสำหรับเรื่องเบรกเบื้องต้น ก็ขอเอาไว้เท่านี้ก่อนนะครับ หวังจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับบางคนที่ยังไม่รู้หรืออาจจะเป็นการฟื้นความจำสำหรับบางคนที่เคยรู้แต่ลืมๆ ไปบ้าง และที่สำคัญถ้ามีโอกาสก็ควรจะหาเวลาไปฝึกฝนบ้างนะครับ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง แล้วเราจะมาพูดถึงเอนจิ้นเบรกกันอีกทีครับ

 

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก Storm Riders