ข้อมูลเบื้องต้นการแข่งขัน MotoGP

ข้อมูลเบื้องต้นการแข่งขัน MotoGP

October 2, 2018 0 By admin

อีกไม่กี่วันข้างหน้า พี่น้องนักบิดชาวไทยก็จะได้สัมผัสประสบการณ์สุดยิ่งใหญ่ระดับโลก กับการแข่งขัน PTT Thailand Grand Prix 2018 หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า MotoGP ซึ่งเป็นการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกรายการใหญ่ที่สุดในตอนนี้ และที่พิเศษมากกว่านั้นคือ นี่เป็นครั้งแรกที่จัดการแข่งขันที่ประเทศไทย ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค. 61 แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เรามาทำความรู้จักการแข่งขันรายการนี้กันเล็กน้อย เพื่อจะได้เข้าใจรูปแบบและสนุกกับการแข่งขันมากขึ้นครับ

MotoGP คือการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก แข่งแบบเก็บคะแนนสะสมทั้งหมด 19 สนาม สับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งทวีปอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ใครเก็บคะแนนได้มากที่สุดก็จะได้แชมป์ในปีนั้นไป ซึ่งประเทศไทยถูกบรรจุเข้าไปในการแข่งขันในรายการนี้เป็นครั้งแรกที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ซึ่งถือว่าเป็นสนามที่ดีที่สุดในตอนนี้ โดยได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน FIM Grade A ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของโลก สามารถรองรับการแข่งขัน Formula 1 ได้สบายๆ

รถแข่ง MotoGP เป็นรถที่สร้างขึ้นเพื่อแข่งขันโดยเฉพาะ (ไม่ใช่รถที่ขายทั่วไป) โดยใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในการผลิต ตัวรถมีน้ำหนักเพียง 157 กก. ซึ่งถือว่าเบามาก แต่เครื่องยนต์มีกำลังถึง 240 แรงม้า ทำความเร็วได้มากกว่า 350 กม./ชม. (โอ้โห!) ดังนั้นจึงถือว่าได้ว่ารถแข่ง MotoGP คือรถจักรยานยนต์ที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกก็ว่าได้

และแน่นอนว่ารถที่เร็วแรงที่สุดแบบนี้ ก็ต้องคู่กับนักแข่งที่ดีที่สุดเช่นกัน รายการนี้จึงถือว่าเป็นการรวมสุดยอดนักบิดของโลกไว้ด้วยกัน การได้เป็นนักแข่ง MotoGP ว่ายากแล้ว แต่การจะได้แชมป์นั้นยากยิ่งกว่า ใครได้แชมป์ต้องถือว่าเป็นที่สุดของที่สุดนักแข่งจริงๆ ถึงกระนั้นก็ยังมีนักแข่งบางคนที่สร้างผลงานได้โดดเด่นเหนือใครอย่างเช่น ไมเคิล ดูฮาน จากทีม Honda ซึ่งเป็นนักแข่งระดับตำนานที่เรารู้จักกันดี ที่คว้าแชมป์โลกถึง 5 สมัยซ้อน (หากไม่บาดเจ็บเสียก่อน เราอาจจะได้เห็นสถิติที่สุดยอดกว่านี้) หรือในยุคปัจจุบันก็ต้องยกความเป็นที่สุดให้กับ มาร์ค มาเกวซ จากทีม Honda เช่นกัน ที่ได้แชมป์ตั้งแต่ลงแข่งครั้งแรก และยังกวาดแชมป์ไปแล้วถึง 4 จาก 5 สมัยที่ลงแข่ง ปีนี้ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็น่าจะคว้าแชมป์ได้อีกครั้ง (แหม…แบ่งให้คนอื่นบ้างก็ได้พี่)

ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันก็มักจะเป็นโรงงานผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายใหญ่ของโลก อย่างเช่น Honda, Yamaha, Suzuki, Ducati เป็นต้น และยังมีทีมอิสระที่ได้รับการสนับสนุนจากทีมโรงงานอีกทีหนึ่ง (หรือจะเรียกว่าเป็นทีมลูกก็ได้ เพื่อช่วยในการเก็บข้อมูลการพัฒนารถอีกทางหนึ่ง)

มีสถิติที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งคือ ปีนี้เป็นที่ปี Honda คว้าแชมป์สนามครบ 750 ครั้ง โดยในปี 1961 Honda สามารถชนะการแข่งขันได้ขึ้นโพเดียมอันดับ 1 เป็นครั้งแรกจากรายการ Spanish GP โดย Tom Phillis ในรุ่น 125 cc ต่อมาในปี 1983 Freddie Spencer นำ NS500 ที่ฮอนด้าพัฒนาขึ้นมาใหม่ คว้าแชมป์โลกเป็นครั้งแรก เขาจึงได้รับฉายาที่เรียกกันว่า “Fast Freddie” และทำให้ Honda คว้าชัยครั้งที่ 150 มาได้สำเร็จ และในปี 1992 Àlex Crivillé ก้าวเข้ามาสืบต่อตำนานความยิ่งใหญ่ให้กับฮอนด้าสามารถคว้าชัยเป็นครั้งที่ 300 ด้วยรถ NSR500 และไม่เพียงแค่นั้น ปี 2005 Dani Pedrosa ชาวสเปน อายุ 21 ปี ผู้โดนวิจารณ์ว่าตัวเล็กเกินไปที่จะขับรถแข่ง MotoGP แต่เขาก็ได้คว้าชัยเป็นครั้งที่ 600 ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า “ฝีมือ” สำคัญมากกว่า “ร่างกาย” ต่อมาในปี 2012 Casey Stoner ประกาศที่สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศสว่าหลังจากจบฤดูกาลนี้ เขาจะหมดสัญญากับฮอนด้า และจะเลิกอาชีพนักแข่ง ในปีนั้นเขาได้มอบของขวัญสุดพิเศษให้กับทีมฮอนด้า ด้วยการคว้าชัยเป็นครั้งที่ 650 ความร้อนแรงของฮอนด้ายังคงต่อไปในปี 2015 Marc Márquez เจ้าหนูมหัศจรรย์ แชมป์โลก 6 สมัย ผู้สืบทอดตำนานฮอนด้า คว้าชัยครั้งที่ 700 ได้สำเร็จที่ Indianapolis USA และส่งท่ายด้วยปี 2018 Cal Crutchlow (จากทีม LCR Honda CASTROL) ได้คว้าชัยชนะให้กับฮอนด้าอีกครั้งเป็นครั้งที่ 750 ในการแข่งขัน MotoGP ที่อาเจนติน่า ด้วยการขับ RC213V แม้ออกตัวจากอันดับสตาร์ทตำแหน่งที่ 10 แต่วิ่งเข้าสู่เส้นชัยเป็นคนแรก ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเมื่อวันที่ 8 เมษายน 56 แต่ถ้านับจนถึงปัจจุบันก็น่าจะเลยไปไกลแล้ว ไม่แน่ว่าตัวเลขสี่หลักอาจจะอยู่อีกไม่ไกลเกินเอื้อมก็ได้

ในวันแข่งขันจริง นอกจากการแข่ง MotoGP แล้ว เรายังจะได้ชมการแข่งในรุ่น Moto3 และ Moto2 ด้วย ซึ่งความแตกต่างของ 2 รุ่นนี้คือ Moto3 จะเป็นรถขนาดเล็ก 250 cc เน้นการค้นหานักบิดหน้าใหม่เพื่อเอามาฝึกฝนพัฒนาเป็นนักบิดในรุ่น Moto2 ซึ่งจะเพิ่มความแรงขึ้นอีกระดับเป็น 600 cc และถ้าใครผลงานโดดเด่นเข้าตา ก็มีโอกาสได้เลื่อนขั้นขึ้นมาขับ MotoGP เหมือนมาร์คมาเกวซไงล่ะครับ (ในรุ่น Moto3 มีนักแข่งชาวไทยด้วยนะครับ อย่าลืมเอาใจช่วยล่ะ)

บางคนอาจจะสงสัยว่าทีมเหล่านี้แข่งไปเพื่ออะไร ทั้งที่ต้องใช้เงินเป็นร้อยล้านพันล้าน ผลที่ได้นั้นคุ้มหรือไม่? จริงๆ แล้วถ้ามองแต่เรื่องเงินอาจจะไม่คุ้ม แต่ผลพลอยได้จากการเข้าร่วมแข่งขันก็คือ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ จากสนามแข่งที่เอามาพัฒนาต่อยอดใช้กับรถบนท้องถนนที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้แหละครับ และนอกจากนี้ยังได้ชื่อเสียงเกียรติยศ ที่เอามาใช้ทำการตลาดได้เป็นอย่างดี ลองนึกภาพว่าเรากำลังขับ Honda CBR1000RR ลายแข่ง Repsol Honda รถแชมป์โลกหลายสมัย ลองคิดดูว่ามันจะเท่ขนาดไหน ใครๆ ก็เหลียวมอง จริงไหมครับ

(ภาพประกอบจาก hondaracingcorporation.com)